แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ zoo แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ zoo แสดงบทความทั้งหมด

....................advertisements.....................





งูหลาม (อังกฤษ: Indian python, Asiatic rock python, Burmese python, ชื่อวิทยาศาสตร์: Python molurus) เป็นงูขนาดใหญ่ ไม่มีพิษ มีลักษณะคล้ายกับงูเหลือม (P. reticulatus) ซึ่งเป็นงูในสกุลเดียวกัน แต่มีขนาดเล็กกว่างูเหลือม โดยความยาวโดยเฉลี่ยประมาณ 1-3 เมตร (พบใหญ่ที่สุด 5 เมตร ในประเทศพม่า) มีลำตัวที่อ้วนป้อมกว่า อีกทั้งหางก็สั้นกว่า และมีขีดที่บนหัวเป็นสีขาว เรียกว่า "ศรขาว" อีกทั้งมีสีสันและลวดลายที่แตกต่างจากงูเหลือม รวมทั้งอุปนิสัยที่ไม่ดุต่างจากงูเหลือม จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้ที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานมากกว่า นิยมกันมากในตัวที่สีกลายเป็นสีเผือกและลวดลายแตกต่างไปจากปกติ ซึ่งสวนสัตว์นครราชสีมานับเป็นสถานที่แห่งแรกของโลก ที่สามารถเพาะพันธุ์งูหลามเผือกได้สำเร็จ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2553

พบกระจายพันธุ์ในอนุทวีปอินเดียจนถึงตอนเหนือของพม่า สำหรับในประเทศไทยพบได้ทุกภาคของประเทศ ยกเว้น ภาคใต้ ออกไข่ครั้งละประมาณ 40 ฟอง ระยะฟักเป็นตัวประมาณ 2 เดือน มีอายุยืนประมาณ 15 ปี มีพฤติกรรมการหากินคล้ายคลึงกับงูเหลือม แต่มักจะหากินบนพื้นดิน ไม่ชอบขึ้นต้นไม้หรือลงน้ำเหมือนงูเหลือม

อ่านเพิ่มเติม>>

งูหลามทอง GOLDEN THAI PYTHON

....................advertisements.....................






The Spotted Pond Turtle, Geoclemys hamiltoni (Gray) is a large (up to 36 cm) rare, aquatic turtle restricted to the Brahmaputra, Ganges (Ganga) and Indus (Sind) drainage systems of northern India, adjacent Nepal and Bangladesh, and extreme western Pakistan. The Nepal record is from the India-Nepal border (Moll and Vijaya 1986) and the turtle is probably only peripheral in the latter country. The species is also known as the Black Pond Turtle, the genus is monotypic, no subspecies are recognized and geographic variation has not been reported. Little primary literature exists on the natural history of the species and most accounts are primarily taxonomic descriptions. There are no major accounts written by people personally familiar with these turtles and only a few published notes by people who have worked with t! he species in the wild exist (Smith 1931 and Das 1985, et sequel). Most general accounts do not provide references and it is difficult to identify the original sources of the scant available information repeated by various authors.


เต่าบึงลายจุด SPOTTED POND TURTLE

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............






แพนด้ายักษ์ หรือไจแอนท์แพนด้า (Ailuropoda melanoleuca) คนไทยนิยมเรียกหมีแพนด้า เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์หมี (Ursidae) ถิ่นอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน [1] อาหารโปรดของแพนด้ายักษ์คือใบไผ่ นอกนั้นจะเป็นหญ้าชนิดอื่น ๆ ลักษณะเฉพาะของแพนด้ายักษ์คือมีขนสีดำรอบดวงตา, ใบหู, บ่า และขาทั้งสี่ข้าง ส่วนอื่นประกอบด้วยขนสีขาว

ปัจจุบันแพนด้ายักษ์เป็นหนึ่งในสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลก ตามรายงานล่าสุด[2] มีแพนด้าที่เลี้ยงในกรงเลี้ยง 239 ตัวอยู่ในจีน และอีก 27 ตัวอยู่ในต่างประเทศ มีการคาดการณ์ไว้ว่ามีแพนด้ายักษ์ประมาณ 1,590 ตัวอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ[2] อย่างไรก็ดี จากการศึกษาในปี พ.ศ. 2549 ผ่านการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ สามารถประมาณการได้ว่าอาจจะมีแพนด้ายักษ์เป็นจำนวนถึง 2,000-3,000 ตัวอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ[3] ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนแพนด้าตามธรรมชาติเพิ่มจำนวนขึ้น[4][5] สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอนพอที่จะย้ายชื่อแพนด้ายักษ์ออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์

อ่านเพิ่มเติม>>

แพนด้ายักษ์ GIANT PANDA

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............






ค่างห้าสี (อังกฤษ: Red-shanked Douc) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันดับวานร เป็นค่างที่มีสีสรรต่าง ๆ ห้าสีตามชื่อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pygathrix nemaeus

ตัวและหัวมีสีเทา แต่ตรงหน้าผากมีสีดำออกแดง หนวดเคราสีขาว หางและก้นสีขาว ผิวหน้าสีเหลือง หน้าแข้งสีแดง ได้ชื่อว่าเป็นค่างที่มีความสวยที่สุดในโลก มีความยาวลำตัวและหางรวมกัน 53-63 เซนติเมตร จัดอยู่ในบัญชีแดงของ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ซึ่งเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์

อ่านเพิ่มเติม>>


ค่างห้าสี DOUC LANGUR

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............






ค่างแว่นถิ่นใต้ (อังกฤษ: Dusky Leaf Monkey, Dusky Langur, Spectacled Langur, ชื่อวิทยาศาสตร์: Trachypithecus obscurus) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกค่าง ลักษณะทั่วไปคล้ายค่างแว่นถิ่นเหนือ (T. phayrei) คือ มีวงกลมสีขาวรอบตาเหมือนกับใส่แว่นอันเป็นที่มาของชื่อ มีขนาดของลำตัวยาว 45-57 เซนติเมตร หางยาว 66-78 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 6-9 กิโลกรัม ค่างโตเต็มวัยมีขนบริเวณด้านหลังสีเทาเข้มเกือบดำ ขนบริเวณด้านข้างใบหน้าบริเวณปลายมือและปลายเท้ามีสีเทาเข้ม โคนขาและโคนแขนด้านนอกเป็นสีเทาจาง ลักษณะสำคัญที่ใช้จำแนกค่างชนิดนี้ คือสีขนหางสีดำ ลูกที่เกิดใหม่สีขนจะเป็นสีทอง

ค่างแว่นถิ่นใต้แบ่งออกเป็นชนิดย่อย 7 ชนิดย่อยด้วยกัน

อ่านเพิ่มเติม >>

ค่างแว่นถิ่นใต้ DUSKY LANGUR

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............






เป็ดแมนดาริน MANDARIN DUCK เป็นนกขนาดกลาง มีความยาวลำตัวประมาณ 48 เซนติเมตร ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้มีสีฉูดฉาดหลายสีซึ่งแต่ละสีตัดกันเห็นเด่นชัดสวยงามมาก และมีขนปีกสีส้มขนาดใหญ่ดูคล้ายเป็นแผงข้างละเส้นงามสะดุดตา เป็ดแมนดารินตัวผู้ขนจะสวยงามในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ซึ่งเป็นฤดูหนาว เมื่อพ้นฤดูผสมพันธุ์แล้ว ตัวผู้จะผลัดขนจนดูคล้ายตัวเมีย พบในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย พม่า ไทย และไต้หวัน เป็ดแมนดารินกิน แหน ลูกกุ้ง ปู ปลา กบ เขียด แมลง

ชอบอยู่ตามหนองบึง ลำห้วยที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเพื่ออาศัยเป็นที่หลบซ่อนตัว ชอบเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ อยู่เป็นฝูงเล็กๆ ตามแหล่งน้ำ สามารถบิน เดิน และว่ายน้ำได้ดี เป็ดแมนดารินวางไข่ครั้งละ 9 - 12 ฟอง ไข่สีเนื้อเป็นมัน ระยะเวลาฟักไข่นาน 28-30 วัน


เป็ดแมนดาริน MANDARIN DUCK

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............






สมเสร็จ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมกินพืชขนาดใหญ่ เป็นสัตว์มีหน้าตาประหลาด มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดผสมอยู่ในตัวเดียวกัน มีจมูกที่ยื่นยาวออกมาคล้ายงวงของช้าง ลำตัวคล้ายหมูที่มีขายาว หางสั้นคล้ายหมีและมีกีบเท้าคล้ายแรด อาศัยในป่าทึบในแถบอเมริกาใต้, อเมริกากลาง, และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมดสี่ชนิด: สมเสร็จอเมริกาใต้, สมเสร็จไทย, สมเสร็จอเมริกากลาง และสมเสร็จภูเขา ทั้งสี่ชนิดถูกจัดสถานะเป็นใกล้สูญพันธุ์หรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ สมเสร็จเป็นญาติใกล้ชิดกับสัตว์กีบคี่อื่น ได้แก่:ม้าและแรด


สมเสร็จ MALAYAN TAPIR

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............






นกกระเรียนไทย หรือ นกกระเรียน (อังกฤษ: Sarus Crane) เป็นนกขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่นกอพยพ พบในบางพื้นที่ของอนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ประเทศออสเตรเลีย เป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เมื่อยืนจะสูงถึง 1.8 ม.[3] สังเกตเห็นได้ง่าย[4] ในพื้นที่ชุ่มน้ำเปิดโล่ง นกกระเรียนไทยแตกต่างจากนกกระเรียนอื่นในพื้นที่เพราะมีสีเทาทั้งตัวและมีสีแดงที่หัวและบริเวณคอด้านบน หากินในที่ลุ่มมีน้ำขังบริเวณน้ำตื้น กินราก หัว แมลง สัตว์น้ำ และ สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กเป็นอาหาร นกกระเรียนไทยเหมือนกับนกกระเรียนอื่นที่มักมีคู่ตัวเดียวตลอดชีวิต นกกระเรียนจะปกป้องอาณาเขตและเกี้ยวพาราสีโดยการกางปีก ส่งเสียงร้อง กระโดดซึ่งดูคล้ายกับการเต้นรำ ในประเทศอินเดียนกกระเรียนเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ในชีวิตแต่งงาน เชื่อกันว่าเมื่อคู่ตายนกอีกตัวจะเศร้าโศกจนตรอมใจตายตาม ฤดูผสมพันธุ์หลักอยู่ในฤดูฝน คู่นกจะสร้างรังเป็น"เกาะ"รูปวงกลมจากกก อ้อ และ พงหญ้า มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบสองเมตรและสูงเพียงพอที่จะอยู่เหนือจากน้ำรอบรัง นกกระเรียนไทยกำลังลดลงอย่างรวดเร็วในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา คาดกันว่าประชากรมีเพียง 10 หรือน้อยกว่า (ประมาณ 2.5%) ของจำนวนที่มีอยู่ในคริสต์ทศวรรษ 1850 ประเทศอินเดียคือแหล่งที่มั่นของนกชนิดนี้ ที่ซึ่งนกเป็นที่เคารพและอาศัยอยู่ในพื้นที่การเกษตรใกล้กับมนุษย์ นกกระเรียนนั้นสูญหายไปจากพื้นที่การกระจายพันธุ์ในหลายๆพื้นที่ในอดีต


นกกระเรียนไทย EASTERN SARUS CRANE

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............





หมีควาย (อังกฤษ: Asiatic black bear, Tibetan black bear, ชื่อวิทยาศาสตร์: Ursus thibetanus) จัดเป็นหมี 1 ใน 2 ชนิดที่พบได้ในประเทศไทย (อีกหนึ่งคือ หมีหมา (U. malayanus)) หมีควายมีลำตัวอ้วนใหญ่ หัวมีขนาดใหญ่ ตาเล็กและหูกลม ขาอ้วนล่ำและหนา หางสั้น มีนิ้วเท้ายาวทั้งหมดห้านิ้ว กรงเล็บสั้น ขนตามลำตัวหยาบมีสีดำ มีลักษณะเด่นคือ ขนบริเวณหน้าอกเป็นรูปตัว V มีสีขาว ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย

อ่านเพิ่มเติม >>

หมีควาย ASIATIC BLACK BEAR

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............






งูสามเหลี่ยม (อังกฤษ: Banded krait) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bungarus fasciatus เป็นชนิดของงูมีพิษชนิดหนึ่ง พบในอินเดีย, บังคลาเทศ, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงเอเชียตะวันออก

มีหัวกลม ลำตัวเรียวยาว ปลายหางมักทู่ บางตัวหัวแบนเล็กน้อย ลำตัวเป็นสันสามเหลี่ยมชัดเจน อันเป็นที่มาของชื่อเรียก เลื้อยช้าแต่ว่ายน้ำได้เร็ว เป็นงูที่มีความว่องไวปราดเปรียวในน้ำ สีของลำตัวเป็นปล้องดำสลับเหลืองทั้งตัว เวลากัดไม่มีการแผ่แม่เบี้ยเหมือนงูในสกุล Naja

ในประเทศไทยจะพบได้ทุกภาค แต่จะพบได้มากในภาคใต้ รวมถึงป่าพรุโต๊ะแดงด้วย กินอาหาร จำพวก หนู, กบ, เขียด หรือปลา รวมถึงงูด้วยกันขนาดเล็กด้วย หากินในเวลากลางคืน มักขดนอนตามโคนกอไม้ไผ่, ป่าละเมาะ, พงหญ้าริมน้ำ เป็นงูที่ไม่ดุ ไม่ฉกกัด นอกจากจะมีคนเดินไปเหยียบหรือเดินผ่านขณะที่งูสามเหลี่ยมกำลังไล่กัดงูซึ่งเป็นอาหารก่อน ปกติตอนกลางวันจะซึมเซา แต่ตอนกลางคืนจะว่องไว มีพิษทำลายระบบประสาทและโลหิตรวมกัน เมื่อถูกกัดจะมีอาการชักกระตุก ปวดช่องท้อง มีเลือดออกเป็นจุด ๆ ใต้ผิวหนัง มีเลือดออกตามไรฟันและไอเป็นเลือด

มีการแพร่ขยายพันธุ์โดยการวางไข่ครั้งละ 8-12 ฟอง
งูสามเหลี่ยม BANDED KRAITS

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............





ตะโขง หรือ จระเข้ปากกระทุงเหว หรือ ตะโขงมลายู (อังกฤษ: Malayan gharial, False gharial) เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ในอันดับจระเข้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma schlegelii อยู่ในวงศ์ตะโขง (Gavialidae) จัดเป็นหนึ่งในสองสายพันธุ์ของวงศ์นี้ที่ยังสืบเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน แต่จัดว่าเป็นเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้นในสกุล Tomistoma


มีลำตัวขนาดปานกลาง ความยาวเต็มที่ประมาณ 2.80-3.0 เมตร ปากแหลมเรียวยาวมาก แต่ไม่มีก้อนเนื้อตอนปลายจมูกเหมือน ตะโขงอินเดีย (Gavialis gangeticus) มีแถบสีดำพาดขวางลำตัวและหาง

พบกระจายพันธุ์อยู่ในคาบสมุทรมลายูและภูมิภาคอินโดจีน เช่น ไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม, กาลิมันตัน, บอร์เนียว, สุมาตรา และพบถึงประเทศออสเตรเลียทางตอนเหนือ โดยมักอาศัยที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อยหรือป่าชายเลน แม้จะมีลำตัวที่ใหญ่แต่ทว่าด้วยรูปทรงของปากที่เรียวเล็ก ทำให้ตะโขงสามารถกินอาหารได้เพียงไม่กี่ประเภท เช่น ปลา เท่านั้น เป็นต้น


ตะโขงเพศเมียถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 5-6 ปี หรือความยาว 2.50-3.0 เมตร มีพฤติกรรมการจับคู่แบบเดียวกับนกเงือกคือ จะจับคู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น โดยทำรังโดยพูนดินและวัชพืชขึ้นบนชายฝั่ง วางไข่ครั้งละ 20-60 ฟอง ในฤดูแล้ง ระยะฟักไข่ราว 2.5-3 เดือน เป็นตัวประมาณต้นฤดูฝน การเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงเพิ่งประสบความสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2548 จากฟาร์มจระเข้ สมุทรปราการ เป็นครั้งแรกของโลก โดยได้พ่อแม่พันธุ์จากประเทศสิงคโปร์

ในไทย ตะโขงนับว่าใกล้สูญพันธุ์มากแล้ว สำหรับในประเทศไทยไม่พบมีรายงานการพบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ในอดีตมีรายงานการพบบ้างที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2503 และ พ.ศ. 2504 ในระยะหลังมีรายงานการพบบ้างที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสิรินธร (ป่าพรุโต๊ะแดง) จังหวัดนราธิวาส แต่ก็พบเพียง 1-2 ตัวเท่านั้น

ในกลางปี พ.ศ. 2550 ได้มีการพบตะโขงขนาดเล็กที่ฝายเก็บน้ำคลองถูป อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
ตะโขง FAIS GHARIAL

............ลิงค์ผู้สนับสนุน...............








ภาพจากรั้วของสวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน)

นกกระแตแต้แว้ด Vanellus indicus (red-wattled lapwing) มีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางประมาณ 32-35 เซ็นติเมตร รูปร่างอ้วนป้อม มีขนคลุมร่างกายตอนบนสีออกน้ำตาลเหลือบเขียวและบริเวณหัวปีกน้ำตาลเหลือบม่วงปลายปีกดำ ปีกยาวจนเกือบคลุมหางซึ่งมีสีดำ ปลายหางเป็นสีน้ำตาลอ่อนและขาว คอสั้น หัวค่อนข้างโต ขนคลุมจากหัวถึงอกเป็นสีดำสนิท หนังรอบตา เหนียงเหนือหัวตาและปากสีแดงสดปลายปากสีดำ ขนคลุมหูสีขาว รอบคอด้านหลัง อกและท้องเป็นสีขาว ขายาวสีเหลือง นิ้วเท้ายื่นไปข้างหน้า 3 นิ้ว มีแผ่นพังผืดตอนโคนนิ้วเล็กน้อย นิ้วเท้าหลังสั้นมากและอยู่สูงกว่านิ้วอื่น จึงใช้เกาะกิ่งไม้ไม่ได้ ต้องยืน เดินและวิ่งบนพื้นเท่านั้น นกตัวผู้และตัวเมียคล้ายคลึงกัน

นกกระแตแต้แว๊ด Vanellus indicus

จระเข้น้ำจืด หรือ จระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย หรือ จระเข้บึง (อังกฤษ: Freshwater หรือ Siamese Crocodile; ชื่อวิทยาศาสตร์: Crocodylus siamensis) มีถิ่นกำเนิดในบริเวณ เวียดนาม, กัมพูชา, ลาว ไทย, กะลิมันตัน, ชวา และสุมาตรา มีขนาดปานกลาง ค่อนมาทางใหญ่ (3 - 4 เมตร) มีเกล็ดท้ายทอด มีช่วงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 10 - 12 ปี จระเข้ชนิดนี้วางไข่ครั้งละ 20 - 48 ฟอง โดยมีระยะเวลาฟักไข่นาน 68 - 85 วัน เริ่มวางไข่ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม โดยขุดหลุมในหาดทรายริมแม่น้ำ ใช้เวลาเฉลี่ยราว 80 วัน ชอบอยู่และหากินเดี่ยว



จระเข้น้ำจืด โดยปกติจะกินปลาและสัตว์อื่นที่เล็กกว่าเป็นอาหาร จะไม่ทำร้ายมนุษย์หากไม่ถูกรบกวนหรือมีอาหารเพียงพอ ในอดีตในประเทศไทยเคยพบชุกชุมในแหล่งน้ำทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในแถบที่ราบลุ่มภาคกลาง เช่น ที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่จระเข้ชุม เคยมีรายงานว่าพบจระเข้ถึง 200 ตัว หรือในวรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องต่าง ๆ เช่น ไกรทอง ของจังหวัดพิจิตร เป็นต้น แต่ปัจจุบันได้สูญหายไปจนหมดแล้ว แต่ในต่างประเทศยังคงพบอยู่เช่นที่ทะเลสาบเขมร ประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะเทือกเขาคาร์ดามอน ซึ่งช่วงแรกค้นพบเพียง 3 ตัว จนนำไปสู่การค้นพบจระเข้นับร้อยตัว ที่อาศัยโดยไม่พึ่งพาอาศัยมนุษย์ แต่ที่นี่ก็ประสบปัญหาการจับจระเข้ไปขายฟาร์มจำนวนมาก[1] สถานะในอนุสัญญาของไซเตส ได้ขึ้นบัญชีจระเข้น้ำจืดไว้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 (Appendix 1)

ปัจจุบัน จระเข้สายพันธุ์นี้แท้ ๆ ก็ยังหายากในสถานที่เลี้ยง เนื่องจากได้ถูกผสมสายพันธุ์กับจระเข้สายพันธุ์อื่นจนเสียสายพันธุ์แท้ไป เนื่องจากเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ
จระเข้น้ำจืด - SIAMLSE FRESH - WATER CROCODTLE



Supported by Doteasy.com -The Free Web Hosting Provider
Wordpress Theme by Graph Paper Press

Copyright 2010 by Work-a-holic Blogger Template.
Blogger Template by Blogspot Templates